Marine Collagen (Peptide) : คอลลาเจนเปปไทด์จากปลาทะเล

 

คอลลาเจนคืออะไร?


คอลลาเจน คือ โปรตีนชนิดหนึ่งและในร่างกายของมนุษย์ มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบมากถึง 1 ใน 3 ของร่างกาย

คุณเคยสังเกตที่ผิวของคุณว่าเหี่ยวย่น ไม่เต่งตึงเหมือนกัน หรือ บริเวณใต้คางเริ่มหย่อนบ้างหรือไม่ ไม่เต่งตึงเหมือนก่อน

หรือบริเวณใต้คางเริ่มหย่อนบ้างหรือไม่ นั่นคือสัญญาณี่เตือนว่า คอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวในชั้น เดอร์มอล (Dermal)

ได้สูญเสียไปมากแล้ว

 

ในผิวชั้นเดอร์มอล (Dermal) นั้นมีคอลลาเจนอยู่ถึง 70% ซึ่งคอลลาเจนมีหน้าที่สำคัญคือ ทำให้ผิวตึงกระชับ และชุ่มชื่น

ถ้าภายใต้ผิวหนังเราขาดคอลลาเจน หรือ มีไม่พอนั้น จะทำให้ผิวด้านบนหรือ อีพีเดอร์มิส (Epidermis) และชั้นเคราติน (Keratin) 

แตกแห้งและหย่อนยาน และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ผิวหย่อนยาน และเกิดรอยตีนกา

คอลลาเจนเปปไทด์ คืออะไร?

โดยทั่วไปแล้ว คอลลาเจนจะประกอบด้วย กรดอะมิโน ประมาณ 3,000 ชนิด ซึ่งคอลาเจนทั่วไปนั้น

จะมีโมเลกุลที่ใหญ่เกินไป ทำให้ดูดซึมยาก แต่คอลลาเจนเปปไทด์จะมีโมเลกุลที่เล็กกว่ามากถึง 1:60

ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งานได้เร็วและดีกว่ามาก

 

คอลลาเจนจากปลาทะเล คืออะไร และดีอย่างไร?

การดูดซึมของคอลลาเจนในร่างกายนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของคอลลาเจนนั้นๆด้วย คอลลาเจนที่ได้จากปลาทะเล

โดยเฉพาะที่ได้จากเกล็ดปลา จะมีโมเลกุลที่เล็กกว่าที่ได้จากสัตว์บก เช่น หมู, วัว, ไก่, ฯลฯ ถึง 50%

อีกทั้งยังปลอดภัยจากภูมิแพ้อาหารทะเล และ ไม่มีไขมัน เมื่อเทียบกับคอลลาเจนที่ได้จากหนังปลา

 

ทำไมเราถึงต้องการคอลลาเจน?

อายุยิ่งมากเท่าไร คอลลาเจนก็ลดน้อยลงเท่านั้น


คอลลาเจน คือ กุญแจแห่ง "ความอ่อนเยาว์และความงาม"

ปริมาณของคอลลาเจนในร่างกาย จะเริ่มลดลงตั้งแต่อายุ 20 ปี เป็นต้นไป ดังนั้นการเพิ่มคอลลาเจนให้กับร่างกาย

คือ กุญแจที่นำไปสู่การดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา

 

ในหนึ่งวัน คุณต้องการคอลลาเจน ปริมาณเท่าไร?

ปริมาณคอลลาเจนต่อวัน ที่ควรรับประทานคือ 5,000 มก. (5 กรัม) (โดยคิดจากน้ำหนักตัวเฉลี่ย 60 กก.)

ปกติร่างกายของเราต้องการโปรตีน ในอัตราส่วน 1 กิโลกรัม น้ำหนักตัว: 1 กรัม โปรตีน

ดังนั้น น้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม ต้องการ 60 กรัม โปรตีน แต่เป็นที่ทราบกันดี 1 ใน 3 ของโปรตีนคือ คอลลาเจน

ดังนั้นร่างกายจึงต้องการคอลลาเจน เท่ากับ 60 กรัม / 3 = 20 กรัม

แต่ในกระบวนการดูดซึมของร่างกาย จะมีการสูญเสียไป เหลือเพียง 1 ใน 4 

จึงได้ค่าปริมาณคอลลาเจนที่ต้องการต่อวันเท่ากับ 20 กรัม / 4 = 5 กรัม

 

คุณจะบริโภคคอลลาเจน ได้ง่ายๆอย่างไร

คุณสามารถบริโภค คอลลาเจนได้ง่ายโดยการชงดื่ม กับเครื่องดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น

เพราะคอลลาเจนจะไม่สูญเสียทั้งในอุณหภูมิ ทั้งร้อนและเย็น

 

ข้อแนะนำ: ผสมคอลลาเจนกับน้ำผลไม้, โยเกิร์ต, กาแฟ, โกโก้, ซุป, ฯลฯ

เครื่องดื่มทุกชนิดที่คุณต้องการ

คอลลาเจนสามารถละลายได้หมด โดยไม่มีตะกอนตกค้าง

 

ทำไมการดื่มคอลลาเจน ดีกว่าใช้ภายนอก?

คุณรู้ไหมว่าการใช้คอลลาเจนทาบนผิวนั้น คอลลาเจนไม่สามารถลงไปสู่ชั้นใต้ผิวที่ลึกอยู่ได้

ทำให้ผิวตึงได้ไม่นาน ก็กลับสู่สภาพเดิม และจริงๆแล้ว คอลลาเจนมิได้อยู่แค่ที่ผิวหนังเท่านั้น

คอลลาเจนยังอยู่ในอวัยวะต่างๆ ในร่างกายอีก เช่น กระดูก ข้อต่อ เอ็น เส้นเลือด ฯลฯ

ซึ่งทำให้ร่างกายของเราต้องการโปรตีนเพื่อมาเสริมสร้างคอลลาเจน เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นมถั่วเหลือง

และ แม้กระทั่ง หูฉลาม ที่มีปริมาณคอลลาเจนสูงมาก ทำให้เป็นที่นิยมของคนจีน และคนญี่ปุ่น

และคุณทราบไหมว่า คอลลาเจน เพียง 5 กรัม = หูแลามขนาดย่อมๆ ถึง 2 หูครึ่งเชียว!

 

การขาดคอลลาเจนมีผลกับผิวเพียงอย่างเดียวหรือเปล่า?

ไม่ใช่แน่นอน นอกจากผิวแล้ว ปัญหาจะพบได้กับ กระดูก เอ็น ข้อต่อ กระจกตา อีกด้วย

การขาดคอลลาเจนจะทำให้เสื่อมสภาพ ขาดความยืดหยุ่น ในส่วนของกระดูกนั้น กระดูกเป็นส่วนที่เชื่อมต่อด้วย

กระดูกอ่อน และ เอ็น กระดูกมีหน้าที่รองรับร่างกาย เอ็นและกระดูกอ่อน มีหน้าที่ทำให้ข้อต่อต่างๆ

เกิดการเคลื่อนไหวราบรื่นและเหมือนหมอน รองรับการกระแทกของกระดูกแต่ละท่อน ถ้าร่างกายขาดคอลลาเจน

จะทำให้กระดูกเปราะ และ แตกหักง่าย ในส่วนของเอ็นและกระดูกอ่อนก็จะเสื่อม

ทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณหัวเข่า และข้อต่อต่างๆ

การขาดคอลลาเจน เป็นสาเหตุทำให้มวลกระดูกน้อยลงมาก ในปัจจุบัน มีคนจำนวนน้อยมากที่ทราบว่า

ในกระดูกประกอบด้วยแคลเซียม 90% และคอลลาเจน

กระดูกสร้างขึ้นจากแคลเซียม โดยคอลลาเจนทำหน้าที่เป็นเหมือนตาข่ายที่คอยยึดให้แคลเซียมเกาะตัวเป็นกระดูกได้

ซึ่งถ้าขาดคอลลาเจนแล้ว แคลเซียมก็ไม่สามารถที่จะเกาะตัวกันได้ ดังนั้นถ้าใครเป้นโรคกระดูกพรุน หรือ มวลกระดูกน้อย

คุณควรจะต้องบริโภคไม่เฉพาะแต่แคลเซียมเท่านั้น คอลลาเจน ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริโภคด้วยกัน